โดนติในห้องประเมิน เจ็บแป๊บเดียว...แต่ของที่ได้กลับมาใช้ได้ทั้งปี
แยกให้ออกระหว่างคำติเรื่องงานกับคำติตัวบุคคล 4 ท่าฟังแบบไม่ใจพัง และวิธีแปลงคำติให้กลายเป็นแผนพัฒนาที่ต่อรองเป้าปีหน้าได้
คืนก่อนวันประเมิน เพดานห้องนอนดูน่าสนใจผิดปกติ เราพลิกตัวไปมา คิดวนอยู่เรื่องเดียวว่าพรุ่งนี้หัวหน้าจะพูดอะไรบ้าง โปรเจกต์ที่เลทเมื่อกลางปีเขาจะยกขึ้นมาไหม เขาจะบอกว่าเราไม่ดีพอหรือเปล่า
ถ้าคืนแบบนี้แวะมาหาคุณทุกปลายปี บทความนี้อยากชวนมองห้องประเมินใหม่ครับ ในห้องนั้นมีสองอย่างที่หน้าตาคล้ายกันแต่ต่างกันสุดขั้ว คือคำติเรื่องงาน กับคำติตัวบุคคล และท่ารับมือของแต่ละอย่างไม่เหมือนกันเลย
คำติเรื่องงาน กับ คำติตัวบุคคล
คำติเรื่องงาน พูดถึงสิ่งที่เราทำ เช่น "รายงานไตรมาสสามส่งช้าและมีตัวเลขผิดสองจุด" หรือ "เวลาประชุมกับลูกค้า น้องยังอธิบายแผนไม่ค่อยชัด" คำติแบบนี้เจ็บ แต่มันมีเหตุการณ์ มีชิ้นงาน มีสิ่งที่แก้ได้ นี่คือของที่เราควรเก็บกลับบ้านทุกชิ้น
คำติตัวบุคคล พูดถึงสิ่งที่เรา "เป็น" เช่น "น้องเป็นคนไม่รอบคอบ" หรือ "ดูไม่ค่อยมีความมุ่งมั่น" คำติแบบนี้ไม่มีเหตุการณ์ให้จับ แก้ก็ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน และมักเป็นการสรุปรวบจากความรู้สึกมากกว่าหลักฐาน กับคำติแบบนี้ เราต้องตั้งหลักก่อน ไม่รับมาทั้งก้อน แต่ค่อยๆ พามันกลับไปหาเหตุการณ์จริงให้ได้
หัวหน้าที่ดีส่วนใหญ่ติแบบแรกครับ แต่หัวหน้าที่เหนื่อยหรือรีบ บางทีก็หลุดแบบที่สองออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ หน้าที่เราคือฟังให้ออกว่ากำลังได้ยินแบบไหน
4 ท่าฟัง แบบไม่ใจพัง
1. จดก่อนเถียง
พอได้ยินคำติ สมองเราจะรีบหาคำอธิบายทันที นั่นคือกลไกป้องกันตัวตามธรรมชาติ แต่ถ้าเราเถียงกลับในวินาทีนั้น สิ่งที่หัวหน้าจำได้จะเป็น "น้องคนนี้รับคำติไม่ได้" ไม่ใช่เหตุผลของเรา ให้จดลงกระดาษก่อน ทุกคำ ทุกประเด็น การจดทำให้มือมีอะไรทำ ใจมีเวลาหายใจ และเราจะได้ข้อมูลครบก่อนตัดสินใจว่าจะตอบอะไร
2. ถามขอตัวอย่างเหตุการณ์จริง
ถ้าคำติเริ่มลอย ให้ถามกลับแบบสุภาพว่า "พี่พอนึกออกไหมครับว่าเหตุการณ์ไหนที่ทำให้พี่รู้สึกแบบนั้น" คำถามนี้ทำงานสองทาง ถ้ามีเหตุการณ์จริง เราจะได้ของที่เอาไปแก้ได้ ถ้าไม่มี หัวหน้าจะเริ่มทบทวนเองว่าคำติของเขาอิงจากอะไร โดยที่เราไม่ต้องเถียงสักคำ
3. ขอเวลาคิดก่อนตอบ
เราไม่จำเป็นต้องตอบทุกอย่างในห้องนั้น ประโยคง่ายๆ อย่าง "ขอบคุณครับ ขอเวลากลับไปคิดเรื่องนี้แล้วมาคุยต่อได้ไหมครับ" ไม่ได้ทำให้เราดูอ่อน มันทำให้เราดูเป็นคนที่จริงจังกับสิ่งที่ได้ยิน และให้เวลาเราแยกระหว่างสิ่งที่จริงกับสิ่งที่เจ็บ
4. แยกความรู้สึกออกจากเนื้อหา แล้วเก็บแค่เนื้อหากลับบ้าน
คิดเหมือนรับพัสดุครับ เซ็นรับก่อน ยังไม่ต้องตัดสินตอนนั้นว่าของข้างในดีหรือไม่ดี กลับถึงบ้านค่อยแกะดูทีละชิ้นว่าอันไหนใช่ของเราจริง อันไหนส่งผิดที่ ความรู้สึกเจ็บจะจางไปในไม่กี่วัน แต่เนื้อหาของคำติจะอยู่ให้เราใช้ได้ทั้งปี
แปลงคำติเป็นแผนพัฒนา แล้วเอาไปต่อรองเป้าปีหน้า
นี่คือส่วนที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำ และเป็นส่วนที่เปลี่ยนคำติจากเรื่องเจ็บให้กลายเป็นเรื่องได้เปรียบ
หลังประเมินสักสองสามวัน หยิบโน้ตที่จดไว้มา แล้วเขียนคำติแต่ละข้อใหม่เป็นสามคอลัมน์ คือ สิ่งที่หัวหน้าเห็น → สิ่งที่เราจะทำต่างออกไป → สิ่งที่เราต้องการจากเขาเพื่อทำได้ เช่น "รายงานส่งช้าและตัวเลขผิด" → "ทำเช็กลิสต์ตรวจก่อนส่งและส่งร่างล่วงหน้าสามวัน" → "ขอให้พี่ช่วยดูร่างแรกสั้นๆ ก่อนถึงกำหนด"
แล้วส่งกลับไปให้หัวหน้าดู หรือหยิบขึ้นมาในรอบคุยเป้าปีหน้า ถึงตรงนี้ คำติของเขากลายเป็นแผนของเรา และคอลัมน์ที่สามคือการต่อรองอย่างสุภาพว่าถ้าอยากให้เราดีขึ้น เขาต้องมีส่วนร่วมด้วย หัวหน้าน้อยคนจะปฏิเสธคำขอแบบนี้ เพราะมันคือสิ่งที่เขาอยากเห็นตั้งแต่แรก
ไม่มีใครชอบโดนติหรอกครับ ต่อให้ผ่านห้องประเมินมาสิบปีก็ยังเจ็บอยู่ดี แต่ระหว่างคำติที่แฟร์กับความเงียบ ผมขอเลือกคำติทุกครั้ง เพราะความเงียบไม่ได้แปลว่าเราดี มันอาจแปลว่าไม่มีใครคิดจะลงทุนบอกเราแล้ว ขอให้ Grower ทุกคนเดินออกจากห้องประเมินปีนี้พร้อมของที่ใช้ได้จริงนะครับ
คำติที่แฟร์คือแผนที่ ไม่ใช่คำพิพากษา
อยากได้เรื่องดูแลใจในฤดูประเมิน ส่งถึงอีเมลทุกเช้าวันจันทร์ สมัครรับ Monday Brief ของ Chancedee ได้เลยครับ — และถ้ามีเพื่อนที่กำลังนอนมองเพดานอยู่คืนนี้ ส่งบทความนี้ให้เขาก่อนเข้าห้องพรุ่งนี้นะ
ติดตามไว้เพื่อน
ส่งบทความดี ๆ ถึงอีเมลคุณทุกเช้าวันจันทร์ — ฟรี ไม่มี Sponsor แอบแฝง