Growth hacker

เงินก้อนสุดท้ายของปี...แบ่งยังไงระหว่างหนี้ ออม และลดหย่อน

โบนัสหรือเงินเก็บก้อนเดียวปลายปี ควรโปะหนี้ ออม หรือซื้อลดหย่อนก่อน — กรอบตัดสินใจ 3 ขั้นตามลำดับ พร้อมตัวอย่าง 3 เคสที่รายได้และภาระต่างกัน

21 ตุลาคม 2569 อ่านแล้ว อ่าน 5 นาที

เช้าวันหนึ่งปลายปี แจ้งเตือนจากแอปธนาคารเด้งขึ้นมาพร้อมตัวเลขที่ใหญ่กว่าทุกเดือน จะเป็นโบนัส หรือเงินเก็บที่ตั้งใจสะสมมาทั้งปี มันคือก้อนเดียวที่เรามีก่อนปีจะจบ

แล้วในหัวก็มีสามเสียงพูดพร้อมกัน เสียงแรกบอกให้โปะหนี้บัตรที่ลากมาหลายเดือน เสียงที่สองบอกให้เก็บไว้เผื่อเรื่องฉุกเฉิน เสียงที่สามบอกว่าเพื่อนเพิ่งซื้อกองทุนลดหย่อนไป เราน่าจะซื้อบ้าง สามเสียงนี้ล้วนมีเหตุผล และนั่นคือปัญหาครับ เพราะเงินก้อนนี้ใช้ได้ครั้งเดียว

ถ้ารู้สึกว่าเงินไม่เคยพอทำครบทั้งสามอย่าง ไม่ได้มีแค่คุณครับ ผลสำรวจ Deloitte ปี 2568 พบว่าคนรุ่นใหม่ไทยถึง 63% ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน เงินก้อนปลายปีจึงเป็นโอกาสเดียวในรอบปีที่จะขยับอะไรได้จริงสำหรับคนส่วนใหญ่ เลยยิ่งต้องเรียงลำดับให้ถูก

กรอบ 3 ขั้น เรียงตามลำดับเสมอ

นึกถึงถังน้ำที่มีรูรั่วครับ ต่อให้เติมน้ำเข้าไปเท่าไหร่ ถ้ายังไม่อุดรู น้ำก็ไหลออกตลอด ลำดับข้างล่างนี้จึงเริ่มจากอุดรูก่อน แล้วค่อยเติม แล้วค่อยแต่งถังให้สวย

ขั้นที่ 1: หนี้ดอกเบี้ยสูง มาก่อนเสมอ

หนี้บัตรเครดิตที่จ่ายขั้นต่ำ หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้นอกระบบ พวกนี้คิดดอกเบี้ยในอัตราที่การลงทุนทั่วไปแทบไม่มีทางทำได้ ทุกบาทที่เอาไปโปะ เท่ากับได้ผลตอบแทนเท่าดอกเบี้ยนั้นแบบไม่มีความเสี่ยง ส่วนหนี้ดอกต่ำอย่างผ่อนบ้านหรือหนี้ กยศ. ไม่ต้องรีบเอาก้อนนี้ไปโปะ ผ่อนตามปกติต่อไป

ขั้นที่ 2: เงินฉุกเฉินขั้นต่ำ

ถ้าวันนี้ตกงานหรือป่วยกะทันหัน เรามีเงินจ่ายค่าห้อง ค่ากิน ค่าเดินทางไปได้กี่เดือนโดยไม่ต้องกู้ใคร ถ้าคำตอบคือไม่ถึงเดือน เงินก้อนนี้ควรมาตรงนี้ก่อนกองทุนใดๆ เพราะกองทุนลดหย่อนถูกล็อกหลายปี ถอนตอนฉุกเฉินไม่ได้ แล้วสุดท้ายจะวนกลับไปก่อหนี้ในขั้นที่ 1 อีกรอบ

ขั้นที่ 3: ลดหย่อน เท่าที่ฐานภาษีคุ้มจริง

ถึงตรงนี้ค่อยดูลดหย่อน และให้ดูสองอย่างก่อนซื้อ อย่างแรกคือฐานภาษี ถ้าเงินได้สุทธิหลังหักทุกอย่างแล้วยังไม่เกิน 150,000 บาท ก็ได้รับยกเว้นอยู่แล้ว ซื้อไปก็ไม่ได้ลดอะไร และถ้าเกินมาไม่มาก ส่วนที่เกินเสียแค่ 5% ประโยชน์จึงน้อยมากเมื่อเทียบกับเงินที่ถูกล็อก อย่างที่สองคือเพดาน กลุ่มเกษียณรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท และ Thai ESG ไม่เกิน 30% ของเงินได้สูงสุด 300,000 บาท ซื้อเกินเพดาน ส่วนที่เกินไม่ได้ลดหย่อน

ตัวอย่าง 3 เคส (ตัวเลขสมมติทั้งหมด)

เคสที่ 1: ทำงานปีที่สอง มีหนี้บัตรค้าง ได้โบนัส 30,000

เงินได้สุทธิของคนกลุ่มนี้มักยังอยู่แถวช่วงยกเว้นหรือขั้น 5% ลดหย่อนจึงแทบไม่ต้องคิดถึง โบนัสทั้งก้อนควรไปที่หนี้บัตรก่อน ถ้าเหลือค่อยเริ่มเงินฉุกเฉิน ปีนี้อาจไม่ได้ซื้ออะไรเลย และนั่นคือการตัดสินใจที่ถูกที่สุดแล้ว

เคสที่ 2: ไม่มีหนี้ แต่เงินเก็บแทบไม่มี ได้โบนัส 60,000

ส่วนใหญ่ของก้อนนี้ควรไปตั้งต้นเงินฉุกเฉิน จนพอจ่ายค่าใช้จ่ายจำเป็นได้สักสองสามเดือน ถ้ามีเหลือและฐานภาษีเริ่มคุ้ม ให้เลือกของที่ตอบโจทย์ชีวิตอยู่แล้ว เช่น ประกันสุขภาพของตัวเอง ซึ่งลดหย่อนได้ไม่เกิน 25,000 บาทภายในเพดานประกันชีวิต และเป็นของที่ควรมีอยู่แล้วไม่ว่าจะลดหย่อนได้หรือไม่

เคสที่ 3: ไม่มีหนี้ มีเงินฉุกเฉินแล้ว ฐานภาษีสูงขึ้น ได้โบนัส 150,000

นี่คือคนที่ควรมองลดหย่อนจริงจัง แต่ให้เรียงจากเงินเกษียณที่ตั้งใจเก็บอยู่แล้ว ส่วน Thai ESG ที่ปีภาษี 2569 เป็นปีสุดท้ายของเกณฑ์ 300,000 บาทถือ 5 ปี ให้ซื้อเฉพาะส่วนที่เป็นเงินเย็นวางไว้ได้ 5 ปีจริงๆ และไม่เกินเพดาน ห้ามซื้อเพราะกลัวพลาดปีสุดท้าย เพราะปีหน้ายังมีเกณฑ์ปกติให้ใช้อยู่

สามเคสนี้ตัดสินใจต่างกันสิ้นเชิง ทั้งที่ทุกคนมีคำถามเดียวกัน คำตอบจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าอะไรดีที่สุด แต่อยู่ที่ว่าเราอยู่ขั้นไหนของถังใบนั้น และคนที่เห็นถังใบนั้นชัดที่สุด ก็คือ Grower ที่กำลังมองตัวเลขของตัวเองอยู่ตอนนี้

เงินก้อนเดียวใช้ได้ครั้งเดียว — เรียงลำดับให้เป็น ดีกว่าเสียดายทีหลัง

ข้อมูลการลดหย่อนภาษี ณ วันที่ 21 ตุลาคม 2569 โปรดติดตามเพิ่มเติมหากมีการเปลี่ยนแปลงจากประกาศของกรมสรรพากร

อยากได้เทคนิคการเงินของมนุษย์เงินเดือนแบบไม่ขายฝัน ส่งถึงอีเมลทุกเช้าวันจันทร์ สมัครรับ Monday Brief ของ Chancedee ได้เลยครับ — และถ้ามีเพื่อนที่โบนัสเพิ่งเข้าแล้วกำลังลังเล แชร์ให้เขาก่อนกดซื้ออะไรนะ

ส่งต่อให้เพื่อน

ติดตามไว้เพื่อน

ส่งบทความดี ๆ ถึงอีเมลคุณทุกเช้าวันจันทร์ — ฟรี ไม่มี Sponsor แอบแฝง

อ่านสะดวกกว่าในแอป Chancedeeโหลดฟรีทั้ง iOS และ Android — อ่านบทความ + ถาม Chancedee AI ได้ทุกที่
ดาวน์โหลดแอป
Chancedee AIคุยกับ Chancedee AI