"อดทนอีกหน่อยก็สิ้นปีแล้ว" — ประโยคปลอบใจที่อาจกำลังทำร้ายเรา
การอดทนรอเส้นชัยที่ไม่ได้แก้อะไร ทำให้ปีใหม่มาพร้อมความเหนื่อยก้อนเดิม — แยกให้ออกระหว่างเหนื่อยที่พักแล้วหาย กับเหนื่อยเชิงโครงสร้างที่ต้องคุย และ 4 อย่างที่ทำได้ก่อนปฏิทินจะเปลี่ยน
"อีกสองเดือนก็ปีใหม่แล้ว อดทนอีกนิดเดียว"
เป็นประโยคที่ได้ยินบ่อยที่สุดในช่วงนี้ครับ ได้ยินจากเพื่อน ได้ยินจากที่บ้าน และได้ยินจากเสียงในหัวตัวเองตอนกดปิดคอมสี่ทุ่ม มันฟังดูอบอุ่นดี เหมือนมีเส้นชัยรออยู่ข้างหน้า วิ่งไปให้ถึงแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง
แต่ลองนึกย้อนไปปีที่แล้วดูครับ เราก็พูดประโยคนี้ไม่ใช่เหรอ แล้วเดือนมกราคมที่ผ่านมา ความเหนื่อยมันหายไปจริงไหม หรือแค่พักไปสองสามวัน แล้วกลับมาก้อนเท่าเดิมตอนเปิดงานวันแรก
ปฏิทินเปลี่ยน แต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม
ปีใหม่เหมือนการเปลี่ยนป้ายทะเบียนรถครับ ป้ายใหม่ เลขใหม่ ดูสดใสดี แต่รถคันเดิม เครื่องยนต์เดิม เสียงดังตรงไหนก็ยังดังตรงนั้น ถ้าปัญหาที่ทำให้เราเหนื่อยคืองานที่เกินตัวคนเดียว หรือทีมที่ขาดคนมาครึ่งปี วันที่ 1 มกราคม ไม่ได้เพิ่มคนให้ทีมเรา และไม่ได้ลดงานลงสักชิ้น
ปัญหาของประโยค "อดทนอีกหน่อย" จึงไม่ใช่ว่ามันผิด แต่มันทำให้เราเลื่อนการตัดสินใจทุกอย่างออกไป ด้วยความหวังว่าปฏิทินจะจัดการแทน ซึ่งมันไม่เคยทำ
เหนื่อยแบบไหนกันแน่ แยกให้ออกก่อน
แบบที่ 1: เหนื่อยที่พักแล้วหาย
งานพีคช่วงปิดโปรเจกต์ นอนน้อยติดกันสองสัปดาห์ ประชุมแน่นจนไม่ได้กินข้าวเที่ยง พวกนี้เหนื่อยจริง แต่มีจุดจบในตัว และแก้ได้ด้วยการพักจริงๆ ไม่ใช่พักแบบนอนไถมือถือทั้งวันอาทิตย์ ถ้าเป็นแบบนี้ ข่าวดีคือไม่ต้องรอปีใหม่ ลาสักวันสองวันในสัปดาห์นี้ได้เลย
แบบที่ 2: เหนื่อยจากปัญหาเชิงโครงสร้าง
งานที่ควรใช้สองคนทำ แต่เราทำคนเดียวมาตั้งแต่เพื่อนลาออก ขอบเขตงานที่ขยายเรื่อยๆ โดยไม่มีใครพูดถึงเรื่องค่าตอบแทน หรือหัวหน้าที่เปลี่ยนความต้องการทุกสัปดาห์ เหนื่อยแบบนี้พักแล้วไม่หาย เพราะกลับมาก็เจอของเดิม และมันจะไม่หายจนกว่าโครงสร้างจะเปลี่ยน ซึ่งโครงสร้างไม่เปลี่ยนเอง มันเปลี่ยนเมื่อมีคนพูด
วิธีแยกง่ายๆ คือถามตัวเองว่า "ถ้าได้หยุดยาวหนึ่งสัปดาห์แบบไม่แตะงานเลย กลับมาแล้วอยากทำงานนี้ต่อไหม" ถ้าใช่ น่าจะเป็นแบบแรก ถ้าแค่คิดถึงวันกลับมาก็เหนื่อยแล้ว นั่นคือแบบที่สอง และถ้าไม่แน่ใจว่าเลยจุดเหนื่อยไปถึงหมดไฟหรือยัง เราเคยเขียนวิธีเช็กไว้ในบทความ "หมดไฟ หรือแค่เหนื่อย? เช็กใจตัวเองก่อนพังจริง" ลองกลับไปอ่านได้ครับ
4 อย่างที่ทำได้ตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ต้องรอปฏิทิน
1. พักเลย ถ้าเป็นแบบแรก
วันลาที่เหลือไม่ได้มีไว้สะสมเป็นเหรียญตรา ใช้มันตอนที่ต้องการ ดีกว่าเก็บไว้แล้วป่วยตอนปลายปีจนได้ใช้แบบไม่ตั้งใจ
2. เขียนออกมาว่าเหนื่อยจากอะไรบ้าง
ลิสต์ให้เห็นเป็นข้อๆ แล้วติ๊กว่าข้อไหนคือแบบที่หนึ่ง ข้อไหนคือแบบที่สอง หลายคนพอเขียนออกมาแล้วพบว่าความเหนื่อยทั้งก้อนมาจากเรื่องเดียวที่ไม่เคยพูด
3. คุยกับหัวหน้า ด้วยข้อมูล ไม่ใช่อารมณ์
ไม่ต้องรอประเมินปลายปี ขอเวลาสิบห้านาที แล้วพูดประมาณว่า "ตั้งแต่ทีมขาดคน ผมรับงานส่วนนั้นมาด้วยหกเดือนแล้ว ตอนนี้งานทั้งสองส่วนเริ่มกระทบคุณภาพกัน อยากปรึกษาว่าเราจะจัดลำดับหรือหาคนมาช่วยยังไงได้บ้างครับ" ประโยคแบบนี้ไม่ใช่การบ่น มันคือการรายงานสถานการณ์ที่หัวหน้าที่ดีอยากรู้ก่อนที่จะมีคนลาออก
4. ถ้าคุยแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยน ให้เริ่มวางแผน
ไม่ได้แปลว่าต้องลาออกพรุ่งนี้นะครับ แต่แปลว่าเราได้ข้อมูลสำคัญแล้วว่าที่นี่จะไม่แก้ปัญหานี้ให้ และการวางแผนหาทางเลือกอย่างใจเย็นในขณะที่ยังมีงานอยู่ ดีกว่าการอดทนจนวันหนึ่งพังแล้วต้องตัดสินใจตอนไม่มีแรง
สุดท้ายนี้ ผมไม่ได้อยากให้ Grower ทุกคนเลิกหวังกับปีใหม่นะครับ การมีเส้นชัยให้มองเป็นเรื่องดี แค่อย่าให้เส้นชัยนั้นทำหน้าที่แทนการตัดสินใจของเรา เหนื่อยแบบไหน แก้แบบนั้น และเริ่มได้ตั้งแต่สัปดาห์นี้
ปีใหม่ไม่ได้รีเซ็ตความเหนื่อย ถ้าเราไม่เปลี่ยนอะไรเลยนอกจากปฏิทิน
อยากได้เรื่องดูแลใจในโลกทำงานแบบไม่ต้องทนคนเดียว ส่งถึงอีเมลทุกเช้าวันจันทร์ สมัครรับ Monday Brief ของ Chancedee ได้เลยครับ — และถ้าเพื่อนคนไหนเพิ่งพูดว่า "อีกสองเดือนก็ปีใหม่แล้ว" ส่งให้เขาแทนคำปลอบใจนะ
ติดตามไว้เพื่อน
ส่งบทความดี ๆ ถึงอีเมลคุณทุกเช้าวันจันทร์ — ฟรี ไม่มี Sponsor แอบแฝง